บุคลิกภาพกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

สวัสดีครับ

เมื่อเดือนก่อนผมมีโอกาสไปสอน
น้องๆสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
ในหัวข้อบุคลิกภาพกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
กลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่เหล่าผู้ประกอบการต้องการ
เลยมีเทคนิคบางเทคนิคในคลาสที่ผมสอน

อยากเอามาเล่าสู่กันฟัง
คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอปัญหาเฉพาะหน้า
ไม่มากก็น้อยที่ต้องคอยให้แก้

ตัวผมเองมีเรื่องนึงที่เป็นปัญหาฉพาะหน้า
ที่สร้างความประทับใจ
และเปลี่ยนแปลงชีวิตผมมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องนี้เป็นเรื่องของปุ๋ยครับ
ปุ๋ยคือเพื่อนสมัยมัธยมต้นของผมเอง
เหตุการณ์ในวันนั้นคือน่าจะตอน ม.2
ในคาบเรียนวิชาเกษตร

เป็นวันที่ต้องพรีเซนต์งานกลุ่มเพื่อตัดคะแนน
แต่ปัญหาคือกลุ่มผมเองจำไม่ได้ว่าวันนั้นจะต้องพรีเซนต์
และไม่มีใครเตรียมข้อมูลอะไรมา

อาจารย์เดินเข้ามาก็เรียกกลุ่มผมพรีเซนต์ทันที
ในขณะที่ผมเลิกลักมองหน้าเพื่อนอีกคน
ว่าจะทำยังไงกันดี
(คงได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวด)

แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ปุ๋ยเดินออกไปหน้าชั้นเรียน
ในใจผมคิดว่า คงออกไปบอกอาจารย์ว่าไม่ได้เตรียม

แต่กลับกัน

ปุ๋ยเดินออกไปด้วยความมั่นใจ
ไม่มีท่าทีใดๆที่แสดงออกถึงความกังวล

และปุ๋ยเริ่มพรีเซนต์ ซึ่งดีมาก สนุกมาก
เล่าเหมือนเตรียมมา ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าปุ๋ยไม่ได้เตรียม

หลังจากพรีเซนต์จบ ปุ๋ยเดินไปบอกอาจารย์ว่า
อาจารย์คะ มีข้อมูลบางอย่างที่หนูอยากเพิ่มเติม
ขออนุญาตส่งเล่มรายงานตามไปทีหลังได้ไหมคะ

อาจารย์ไม่สงสัยในตัวปุ๋ยเลยสักนิด
และอนุญาตให้ส่งรูปเล่มรายงานทีหลัง

ต้องบอกว่าเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ผมรู้ว่า
หากเราแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ จะส่งผลดีต่อเรายังไง

เคล็ดลับที่ผมได้จากปุ๋ยในวั้นนั้น คือ

  1. บุคลิกที่มั่นใจสามารถซื้อความเชื่อใจได้
    (แถมยังขยายเวลาได้อีกด้วย)
  2. ทักษะในการพูดที่ดีสามารถทำให้เราเอาตัวรอดได้

ทุกวันนี้อาจารย์ท่านนั้นก็ยังไม่ทราบครับ
ว่ากลุ่มผมไม่ได้ทำการบ้านมา
ก็ต้องขอบคุณปุ๋ยจริงๆ
สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในครั้งนั้น

รอดมาได้เพราะปุ๋ยเลยจริงๆ
ใครจะไปคิดหละครับ ว่าเรื่องของเด็กสาวม.2
จะส่งผลกระทบต่อชีวิตผมจนถึงทุกวันนี้

มีอีกเรื่องนึงครับที่อยากเล่าให้ฟัง
หากพูดในหัวข้อ บุคลิกกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ผมให้เรื่องนี้มาที่หนึ่งเลยครับ

เพราะต้องใช้ทักษะทั้งสองอย่างคือ

  1. บุคลิกภาพต้องดี
  2. ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

เป็นเรื่องตอนผมประกวด
Mr.International Thailand ปี 2017

หากใครติดตามเวทีการประกวดนายงามหรือนางงาม
ก็จะรู้ว่า รอบที่หินที่สุดคือ รอบตอบคำถาม

เพราะเป็นรอบที่ตัดสินทุกอย่าง
และต้องใช้ทุกทักษะที่มี
การตอบคำถามรอบสุดท้าย เป็นการวัดสติและไหวพริบ

สิ่งที่เหล่าผู้เข้าประกวดจะต้องจัดการคือ
ความตื่นเต้น ความกดดันและเตรียมรับมือกับคำถาม
ที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะถามอะไร
และต้องตอบคำถามนั้นทันทีภายในเวลาที่จำกัด

นี่แหละครับเงื่อนไข
ของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่แท้จริง

เทคนิคที่ผมอยากแชร์
หากใครต้องเจอสถาณการ์แบบนี้คือ

1.ตั้งรับ อย่าเสียการทรงตัว
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นห้ามตกอยู่ในสภาวะทิ้งตัวเด็ดเข็ด
ห้ามแกล้งตายด้วย

ในทางเทคนิคแล้วการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ความต้องการคือ ลดระดับของปัญหา
หรือแก้ไขไม่ให้บานปลาย

หากเราเสียการทรงตัว
บุคลิกท่าทางโอ้เอ้ ลังเลง ตะกุกตะกัก จะมาทันที

และนั่นแสดงออกถึงความไม่มั่นใจ
และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
แถมเป็นการยิ่งเพิ่มปัญหาไม่ใช่ลดทอนปัญหา

  1. ยึดภาษากายของผู้ชนะเข้าไว้
    ภาษากายคือท่าทางของร่างกายที่ใช้ในการสื่อสาร
    มีแบบเปิดและแบบปิด

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น
การยืนหลังค่อม ใหล่ห่อ หลบสายตา
เป็นภาษากายแบบปิด
ให้ความรู้สึกทางลบ ปิดกัน กลัว ไม่มั่นใจ

ต่างกับ

การยืนหลังตรง เปิดใหล่ มองตา
เป็นภาษากายแบบเปิด
ให้ความรู้สึกทางบวก บ่งบอกถึงการเปิดรับ มั่นใจ ใส่ใจ

และบ่งบอกว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาได้
ภาษากายของผู้ชนะคือภาษากายแบบเปิดครับ

ทั้งสองเทคนิคนี้
ช่วยให้เราสื่อสารว่าเราเป็นคนมีศักยภาพ
และสามารถแก้ไขปัญหาได้ครับ

มาถึงเรื่องตอบคำถาม
ต้องบอกแบบนี้ครับ คำถามที่ยากคือคำถามที่เราไม่รู้

เช่น

จงยกตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์
@(&)^(~
เดี๋ยวๆ อะไรคือโปรเจกไตล์

อันนี้คือยากครับ เพราะเราไม่รู้

แต่ส่วนใหญ่คำถามที่ใช้ถามกันบนเวทีการประกวด
หรือแม้แต่การสัมภาษณ์งาน

ส่วนใหญ่เป็นคำถามเชิงทัศนคติ
คือการถามความคิดเห็นว่า

รู้สึกอย่างไร คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้
ถามความคิดเห็น ไม่มีผิด ไม่มีถูกครับ

สิ่งที่เราต้องทำคือ
จับใจความคำถาม และแสดงความคิดเห็น
เชิงบวกให้ตรงประเด็นเท่านั้นเอง

Q : น้องๆถามมาว่า ในเมื่อผู้ประกอบการ
อยากได้พนักงานที่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
แล้วเขาจะรู้ได้ไงครับพี่แบงค์
ในเมื่อเขาสัมภาษณ์เราแค่ห้านาที

A : เป็นคำถามที่ดีมาก

ต้องบอกว่าในโลกแห่งความจริง
ไม่มีใครมาให้เวลาเราทั้งวัน เพื่อตัดสินว่าเราเป็นคนยังไง
เก่งแค่ไหน น่าร่วมงานด้วยไหม

ทุกคนครับ จริงๆไม่ต้องใช้เวลาถึง 5 นาทีครับ
แค่ 1 นาทีก็รู้แล้ว
ว่าน้องเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เขาตามหาหรือไม่

คำถามของน้องคือแล้วเขาจะรู้ได้ไงใช่ไหม?

เขาตัดสินจากบุคลิกภาพครับ
ตั้งแต่ท่าทางการเดิน การยืน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการตอบคำถาม

สิ่งเหล่านี้ล้วนสื่อสารทั้งหมด
ว่าน้องเป็นคนมีศักยภาพหรือไม่

เวลาที่น้องไปสัมภาษณ์งาน น้องก็เจอคำถามที่เค้าถามมา
โดยที่ไม่ได้ตั้งตัวหรือเตรียมตัวไป

นั่นเป็นการวัดว่า
น้องจะรับมือกับปัญหาที่เจอมาได้มากน้อยแค่ไหน

สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีมั้ย
เพราะฉะนั้นเทคนิคที่ให้ไป ใช้ได้ยันลูกบวชเลยครับ

ถ้าเรามองกันง่ายๆ
คนที่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ไม่ดี

ส่วนใหญ่เวลาเจอปัญหา
มักแสดงออกว่าเราไม่มั่นใจ เราตื่นเต้น
หรือแสดงท่าทางโอ้โอ้ ลังเล ตะกุกตะกัก

ซึ่งบุคลิกเหล่านี้แสดงออกว่าเรา
ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

เพราะฉะนั้นเปลี่ยนใหม่ครับ

เจอปัญหา ให้นิ่งไว้ก่อน ตั้งรับ ตั้งสติ
และยึดภาษากายแบบผู้ชนะเข้าไว้
เมื่อบุคลิกภาพดีภาษีจะมาเองครับ

ปล.
โอ้โอ้ ลังเล ตะกุกตะกัก ไม่ช่วยอะไร
โอ้โอ้ ลังเล ตะกุกตะกัก ไม่ช่วยอะไร
โอ้โอ้ ลังเล ตะกุกตะกัก ไม่ช่วยอะไร

(ท่องไว้ 3 จบ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *